ชนชาติพันธุ์มัง

เผ่ามัง....ที่คนไทยเรียกว่า "แม้ว" นั้นประกอบด้วยชนสองพวกซึ่งเรียกตนเองว่า "ม้งเดียว" (ม้งขาว) และ "มังจัว" (มังเขียว) ซึ่งมนุษย์วิทยาถือว่าเป็นสองสาขาย่อยของชนเผ่าเมี้ยว ซึ่งส่วนใหญ่ยังตั้งรกรากอยู่ในประเทศจีน ภาษาศาสตร์จัดมังอยู่ในสาขาเมี้ยว-เย้า ของตระกลูจีน-ธิเบต และพบว่ามีคำที่ยืมมาจากภาษายูนนาน ลาวและไทยปนเปอยู่ในภาษามังมากและชาวมังก็มักจะเรียนพูดภาษาของคนใกล้ตัว เช่น ลาว ไทยเหนือ กะเหรี่ยง ฮ่อแล้วแต่ว่าจะไปตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้ใคร ภาษาของม้งขาวกับมังเขียวแตกต่างกันมากจนพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่โดยที่มีแบบแผนการแต่งกายคล้ายคลึงกัน จึงพอจะจัดให้เป็นชนเผ่าเดียวกันได้

ความเชื่อที่สำคัญ
1. ผีระดับเทพหรือเทวดาที่สำคัญคือ โช้ว หรือ เหย่อฮ์โชว์ จัดว่าเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และเป็นผู้
    ดูแลโลกทั้งหมด (น) ยู่ว่าตัวะเต่ง เป็นผู้อนุญาตให้คนมาเกิด ตัดสินชีวิตคนและกำหนดอายุคน
2. เน้ง จัดเป็นผีฝ่ายที่คอยต่อสู้กับผีร้าย บทบาทในการรักษาคนเจ็บป่วยที่เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ
3. ด๊า จัดเป็นผีทั่วไปซึ่งอาจจะให้ทั้งคุณและโทษอาจจะแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
          3.1 ผีเรือน จะประกอบด้วยผีสำคัญ ดังนี้ ผีประตู สีก๊ะ หิ้งผี บรรพบุุรุษ
          3.2 ผีทั่วไป ผีจำพวกนี้สิงสู่อยู่ในที่ทั่วไป เช่น ผีป่า ผีน้ำ ผีจอมปลวก เป็นต้น

ประเพณีที่สำคัญของชาวม้งคือ ประเพณีกินวอ หรือปีใหม่ม้ง จะมีขึ้นประมาณเดือนธันวาคม ถึงมกราคมของทุกปี เป็นประเพณีที่สำคัญของชาวม้ง สาวชาวม้งจะนำชุดประจำเผ่าที่ตนอุตสาห์เย็บปักถักร้อย ด้วยตนเองมาเป็นเวลานานออกมาสวมใส่อวดเพื่อนบ้าน รวมทั้งหนุ่มชาวม้งต่างแดนที่มาเที่ยว เด็กๆ จะวิ่งเล่นตามลานกว้างของหมู่บ้าน รวมทั้งการเล่นตีลูกข่างอย่างสนุกสนาน หนุ่มสาวจะออกมาเล่นโยน ลูกละกอน คู่กัน เล่ากันว่าการโยน "ลูกละกอน" นี้เป็นการนำไปสู่เส้นทางแห่งความรักและชีวิตคู่ของหนุ่มสาวชาวม้ง กล่าวคือฝ่ายชายที่จ้องหมายปองหญิงที่ตนชื่นชอบ หลังจากนั้นในตอนกลางคืนก็จะมีการเที่ยวไปมาหาสู่กันจนประเพณีการกินวอเสร็จ ผู้ชายที่หมายปองสาวผู้ใดก็จะพาหนีไปอยู่ที่บ้านของตนสักระยะหนึ่ง หลังจากนั้นก็จะนำผู้ใหญ่มาสู่ขอตามประเพณีต่อไป...(ข้อมูลจากการจัดแสดงสาธิตวิถีชีวิตชาติพันธุ์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ความเชื่อ งานมหกรรมไม้ดอกอาเชียนเชียงราย 2013)


















ชนชาติพันธุ์ไทหย่า

ชนเผ่าไทหย่า หรือไตหย่า....เดิมอาศัยอยู่ที่ "เมืองหย่า" ติดกับฝั่งแม่น้ำเต้า ทางด้านเหนือของเมืองชีเม่า เมืองทะลาง และใต้เมืองคุณหมิง ในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน และได้อพยพเข้ามาอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

วิถีชีวิตความเป็นอยู่....สร้างบ้านเรือนเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยวัสดุไม้ ดิน และอิฐ ชาวไทหย่านับถือผี ถือว่าบรรดาสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนแต่มีเทพารักษ์หรือผีปีศาจคอยดูแลรักษา เป็นชนเผ่าที่ขยันในการทำมาหากิน มีนิสัยซื่อสัตย์ สุภาพอ่อนโยน เคร่งขรึม ไม่โหดร้ายทารุณหรือผูกพยาบาท....(ข้อมูลจากการจัดแสดงสาธิตวิถีชีวิตชาติพันธุ์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ความเชื่อ งานมหกรรมไม้ดอกอาเชียนเชียงราย 2013)














ชนชาติพันธุ์ขมุ

ขมุ....เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของเอเชียอาคเนย์ ในปัจจุบันขมุกระจายตัวอยู่ทางประเทศลาวตอนเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแขวงหลวงพระบาง สำหรับประเทศไทยนั้น ขมุ มีอยู่อย่างหนาแน่นในจังหวัดน่าน นอกจากนั้นมีอยู่ในจังหวัดเชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ สุโขทัย และอุทัยธานี

วิถีชีวิตความเป็นอยู่....สร้างบ้านยกพื้นและพื้นบ้านมี 2 ระดับ บ้านส่วนใหญ่จะมีห้องนอนเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบบ้านกับลักษณะโครงสร้างของครอบครัว ประเพณีที่สำคัญได้แก่ พิธีเซ่นไหว้ผีหลวง ผีหมู่บ้าน ผีประจำตระกลู ผีไร่ พิธีส่งเคราะห์ ขมุมีความเชื่อเรื่องขวัญว่า คนเรามีขวัญเก้าขวัญ คนที่เจ็บป่วยเพราะขวัญออกจากร่างไป การเรียกขวัญให้กลับคืนต้องเชิญหมอขวัญมาทำพิธีเรียกขวัญ...(ข้อมูลจากการจัดแสดงสาธิตวิถีชีวิตชาติพันธุ์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ความเชื่อ งานมหกรรมไม้ดอกอาเชียนเชียงราย 2013)
















ชนชาติพันธุ์อาข่า

อาข่า (อีก้อ).... เป็นกลุ่มชนที่จัดอยู่ในเชื้อชาติธิเบต-พม่า เรียกตนเองว่า "อาข่า" แต่คนไทยและลาวมักเรียกชนเผ่านี้ว่า "อีก้อ" หรือ "ก้อ" หรือ "ข่าก้อ" ชาวจีนและเวียดนามเรียกชนเผ่านี้ว่า "ฮานี" อพยพเข้ามาอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือทุกจังหวัด 

วิถีชีวิตความเป็นอยู่....อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ทำงานหนักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในไร่มากกว่าอยู่กับครอบครัว ผู้หญิงชาวอาข่าสามารถทำงานหนักได้เท่าเทียมผู้ชาย และสามารถทำงานในไร่ในขณะที่แบกลูกน้อยไว้บนหลังได้ด้วย มีความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณ ภูตผี ปีศาล ไสยศาสตร์สิ่งเร้นลับ พิธีกรรมคำสอนที่ได้การปลูกฝังจากบรรพบุรุษและสืบทอดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่บางส่วนนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม ใช้ภาษาที่คล้ายกับภาษาลาหู่และลีซอ ซึ่งเป็นเพียงภาษาพูด ไม่มีตัวอักษรที่ใช้เขียน ประเพณีโล้ชิงช้า ถือเป็นประเพณีที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง ประเพณีโล้ชิงช้าแต่ะปีของอาข่าจะต้องมีฝนตกลงมา ถ้าปีไหนเกิดฝนไม่ตก อาข่า ถือว่าไม่ดี ผลผลิตที่ออกมาจะไม่งอกงามใช้เวลาจัดรวม 4 วันด้วยกัน....(ข้อมูลจากการจัดแสดงสาธิตวิถีชีวิตชาติพันธุ์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ความเชื่อ งานมหกรรมไม้ดอกอาเชียนเชียงราย 2013)


















ชนชาติพันธุ์ไตยวน

ไทยวนหรือโยนก....มีถิ่นฐานกำเนิดอยู่ที่เมืองเชียงแสน เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนา มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้านการปกครอง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เมื่ออาณาจักรล้านนาเสื่อมอำนาจลง พม่าได้เข้ามามีอำนาจการปกครองจนสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ล้อมตีเมืองเชียงแสน แล้วเผาทำลายบ้านเมืองเพื่อมิให้เป็นที่มั่นแก่ข้าศึกพม่าอีกต่อไป จึงได้แบ่งชาวเมืองอพยพไปอยู่เมืองเวียงจันทร์ เมืองเชียงใหม่ เมืองลำปาง เมืองน่าน ที่เหลือโปรดเกล้าฯ ให้อพยพลงมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณลุ่มน้ำป่าสักจังหวัดสระบุรี

ชาวไทยวนมีภาษาพูด ภาษาเขียนเป็นเอกลักษณ์ของตน อักษรของชาวไทยวนมีใช้มาเป็นเวลานาน และใช้เขียนลงในสมุดข่อยหรือจารึกบนใบลาน เรียกอักษรนี้ว่า "หนังสือยวน" ชาวไทยวนมีการร้องเพลง เรียกว่า "จ๊อย" เป็นการร้องด้วยสำนวนโวหาร อาจจะเป็นการจ๊อยคนเดียวหรือจ๊อยโต้ตอบกันก็ได้ การจ๊อยนี้จะไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ เนื้อหาในการจ๊อยอาจจะเกี่ยวกับนิทานชาดกคำสอน ประวัติตลอดจนการเกี้ยวพาราสี คนไทยวนนับถือพระพุทธศาสนาและนับถือเครือญาตเป็นสำคัญ ดังเช่นกล่าวว่า "หนีจากเมืองพี่น้องจักไปเปิ้ง (พึ่ง) ไผ หนีจากไปเปิ้ง (พึ่ง) หึ่งห้อย" คนไทยวนจึงเคารพเครือญาตและอาวุโสเป็นสำคัญ

ชาวไทยวนได้สืบทอดความเชื่อความศรัทธาในเรื่องของพุทธศาสนา และการนับถือ "ผี" จึงได้ทำเครื่องมือไว้บูชา คือ ตุง และโคม "ตุง" เป็นสิ่งที่ทำขึ้นเพื่อใช้ในการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้าด้วยความเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วจะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์ โคม สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท ได้แก่ "โคมแขวน" จะประดิษฐ์ขึ้นเพื่อประดับประดา มักจะทำเป็นรูปทรงต่างๆ มีความเชื่อว่า หากจุดโคมในเวลากลางคืนจะเป็นการบูชาเทวดาที่รักษาบ้านช่อง "โคมลอย" นั้นจะทำพิเศษให้สามารถลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าได้เหมือนบอลลูน ถือเป็นการปล่อยเคราะห์ ปล่อยโศกที่ติดตามตัวเราให้ออกไปให้หมด...(ข้อมูลจากการจัดแสดงสาธิตวิถีชีวิตชาติพันธุ์ด้านศิลปวัฒนธรรม จารีต ประเพณี ความเชื่อ งานมหกรรมไม้ดอกอาเชียนเชียงราย 2013)