อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "เมืองโบราณเวียงกาหลง มีองค์พระธาตุแม่เจดีย์ น้ำพุร้อนดี ทุ่งเทวี และโป่งน้ำร้อน"

ประวัติความเป็นมา

เมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีเศษมาแล้ว อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง พึ่งจะมาสร้างเป็นบ้านเมืองใหม่ โดยเจ้าอินทรวิชยานนท์ เจ้าครองนครเชียงใหม่ ได้แต่งตั้งให้พระยาไชยวงค์ ควบคุมราษฏรชาวนครเชียงใหม่ขึ้นมาหักร้างถางพงโก่น สร้างที่ดินซึ่งเป็นที่รกร้างว่างเปล่าเป็นที่ป่าแห่งหนึ่งชื่อว่า "เฟือยไฮ" (ป่าไทร) ขนามนามเมืองนี้ว่า "เมืองเฟือยไฮ" และดำรงตำแหน่งเป็นพ่อเมืองปกครองเมืองนี้ตลอดมา

ประมาณปี พ.ศ.๒๔๓๐ พระยาไชยวงค์ ได้ย้ายเมืองมาทางทิศเหนือที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน โดยให้ราษฏรโก่นสร้างถางป่าเปล้า (ไม้เปล้า ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า ไม้เป้า) ก่อสร้างเป็นเมืองขึ้นใหม่ขนานนามตามชื่อป่าเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เมืองป่าเป้า" ต่อมาในราว พ.ศ.๒๔๔๐ พระยาไชยวงค์ ได้ถึงแก่กรรม พระยาเทพณรงค์ ผู้เป็นบุตรเขย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพ่อเมืองทำการปกครองสืบแทน จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเมืองป่าเป้าให้มีสภาพมั่นคงถาวรยิ่งขึ้น โดยใช้อิฐก่อเป็นกำแพงเมืองและเปลี่ยนนามเมืองเสียใหม่ เพื่อให้ถูกต้องตามลักษณะเมืองที่มีกำแพงเมืองว่า "เวียงป่าเป้า" อันเป็นนามที่เรียกขานกันมาถึงทุกวันนี้ ต่อมาพระยาเทพณรงค์ถึงแก่อนิจกรรม พระยาขันธเสมา ซึ่งเป็นน้องเขย จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพ่อเมืองสืบแทน ต่อมาราวปี พ.ศ.๒๔๕๐ ทางราชการได้ย้ายที่ว่าการอำเภอแม่พริกไปตั้งใหม่ที่ริมแม่น้ำแม่สรวย และขนานนามอำเภอใหม่นี้ว่า "อำเภอแม่สรวย" ตามชื่อของลำน้ำที่ตั้ง และได้ยกฐานะกิ่งอำเภอเวียงป่าเป้าขึ้นเป็นอำเภอ โดยขนานนามเดิมว่า "อำเภอเวียงป่าเป้า" สืบต่อมาจนทุกวันนี้ (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)



อดทน ชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวที่ขึ้นชื่อของอำเภอเวียงป่าเป้า





อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "ดอยช้างสูงเด่น ร่มเย็นพระธาตุจอมแจ้ง แหล่งชาวาวี ประเพณีสูงค่า งามสง่าศาลสมเด็จฯ ขิงเผ็ดรสดี สตรีงามน้ำใจ ประชาธิปไตยมั่นคง"

ประวัติความเป็นมา

เริ่มตั้งมาตั้งแต่ ร.ศ.๑๑๙ (พ.ศ.๒๔๔๔) มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดพายัพภาคเหนือ และอยู่ในบริเวณเมืองเชียงใหม่ ตำนานกล่าวว่า ชื่อของอำเภอมาจากชื่อของแม่น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านและตำบลที่ตั้งของอำเภอเดิมที่เรียกว่า "แม่ซ่วย" ซึ่ง "ซ่วย" เป็นภาษาพื้นเมือง หมายถึง "ล้าง" ต่อมาเรียกชื่อเป็น "แม่สรวย" ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๔๕๔ ได้มีประกาศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้รวมเมืองเชียงแสน เมืองฝาง อำเภอเวียงป่าเป้า เมืองพะเยา อำเภอแม่ใจ อำเภอดอกคำใต้ อำเภอแม่สรวย เมืองเชียงคำ เมืองเทิง เมืองเชียงของ ตั้งเป็นเมืองจัตวา เรียกว่า "เมืองเชียงราย" อยู่ในมณฑลพายัพ และจัดแบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ อำเภอ ๑ กิ่งอำเภอ แม่สรวย จึงมีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)








เสาสะดือเมือง เชียงราย






สะดือเมือง หมายถึง วัตถุสิ่งที่เป็นที่จะหมายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้าน เมือง และของประเทศ อันบ่งบอกถึงความภาคภูมิใจ ความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฏร์โดยทั่วหน้า เมืองทุกเมือง หมู่บ้านทุกหมู่บ้านย่อมมีเสาสะดือหรือหลักเมืองด้วยกันทั้งนั้น คนในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า หมู่บ้านก็ดี เมืองก็ดี เกิดขึ้นได้เหมือนกับสิ่งมีชีวิต คือ คน สัตว์ พืช ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นเมื่อจะสร้างบ้านแปงเมืองก็ต้องมีสะดือเมืองเกิดขึ้นก่อน

สมัยโบราณการสร้างบ้านแปงเมืองนั้นต้องหาพื้นที่ หรือทำเลที่เหมาะสมเสียก่อน เหมาะสมของโบราณท่านกล่าวว่า
  1. ต้องไม่ไกลจากแม่น้ำ ทะเล หนอง คลอง บึง หากหาที่เหล่านี้ไม่ได้ จะต้องขุดคูรอบๆ บริเวณว่าสายน้ำใต้ดินไม่ลึก หากสายน้ำลึกเกินไป ย่อมทำให้อาณาประชาราษฏร์ลำบาก หากสายน้ำตื้นเขินเกินไปย่อมมีโอกาสถูกน้ำท่วมได้ง่าย
  2. ชัยภูมิเป็นที่ราบ (ในภาษาเมืองเหนือว่า ราบเปียงเรียงงาม) ดูแล้วตื่นตา สบายตา สบายกายอุ่นใจ เกิดขวัญและกำลังใจหรือไม่ หมายความว่าเป็นที่ราบ ทัศนวิสัย เหมาะสม ไม่อับหรืออยู่ระหว่างหุบเขาทำให้อับลมหรือเป็นช่องทาง ช่องเขา จะเกิดลมพัดผ่านมามากเกินไป ทั้งยังอาจถูกน้ำท่วมฉับพลันอีกด้วย มีต้นไม้น้อยใหญ่ร่มครื้มหนาแน่นพอสมควร
  3. กว้างขวางพอที่จะขยายออกไปได้ในอนาคตอีกหรือไม่ คือการขยายเมืองนั่น ย่อมขยายไปได้ในทุกๆ ด้านโดยรอบ ไม่ถูกน้ำกัดเซาะฝั่ง-ตลิ่ง หรือน้ำเฉียดใกล้จนน่ากลัวอันตราย
  4. ในอาณาบริเวณแว่นแคว้นหรือไกลออกไป มีพื้นที่ทำมาหากินของไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฏร์ ได้มากน้อยเพียงใด เช่น ที่นา ที่ทำการเกษตร ฯลฯ ดังคำกล่าวที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว นกมีในป่า ปลามีในน้ำ
  5. สงบ ไกลจากพวกสัตว์ร้าย กลุ่มคนอื่น ไกลจากความร้ายกาจของกระแสน้ำ ฟ้าร้องดอยคราง ถ้าไม่ไกลจากคนกลุ่มอื่น ต้องหมายความว่าไม่ไกลจากคนเผ่าเดียวกัน และมีนิสัยรักสงบ ตั้งใจทำนุบำรุงบ้านเมือง ศาสนา วัดวาอาราม ผู้คนสุภาพอ่อนโยนไม่มีทั้งราชภัยและโจรภัย
การเลือกจุดสะดือเมือง
การหาที่กึ่งกลางที่เหมาะสมกับการสร้างเมือง
  1. ในสมัยโบราณ บางครั้งก็เอาเหตุการณ์ ความฝันของเจ้าเมือง พื้นดินถ้าจะให้ดีจุดนั้นควรมีนูนเป็นหลังเต่าจะเหมาะสมที่สุด เมื่อหมายตาไว้แล้ว ก็จะกะแนวกำแพงคร่าว รวมทั้งกำหนดประตูเมืองไว้ แต่อย่างน้อยประตูเมืองหนึ่งๆ ต้องมี ๔ ทิศ คือ ๔ ประตู ประตูแต่ละทิศย่อมใช้ประโยชน์ต่างกัน สำหรับเมืองใหญ่นั้นประตูย่อมมีหลายแห่ง อย่างเชียงแสนมีถึง ๑๑ ประตู สำหรับเชียงรายมี ๑๒ ประตู
  2. ถ้าเจ้าเมือง ผู้เฒ่าผู้แก่ พราหมณาจารย์ฝัน หรือรวมทั้งอาณาประชาราษฏร์ ฝันร่วมกันที่ใดที่หนึ่งจะตรงกันหลายๆ คนเป็นที่น่าเชื่อถือเลื่อมใส ย่อมทำการตั้งเสาหลักเมืองได้
  3. เมื่อหาที่ได้แล้ว จะฝังข้าวเปลือกไว้ ๗ เม็ด ก็แปลว่า ทีี่บริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ เหมาะสมที่จะเป็นสะดือเมือง
  4. ถ้าพระสงฆ์ที่ทรงศีล เป็นผู้กำหนดชัยภูมิให้ที่ใดก็มักจะเอาที่นั่น เพราะคนสมัยก่อนเคารพพระสงฆ์เป็นอย่างมาก เพราะพระนั้นย่อมเรียนรู้มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป ยกให้เป็นครูเจ้าและพิธีการต่างๆ
  5. นิมิตพิเศษ เช่น สัตว์สูงคือ นกยูง กาขาว (กาเผือกว่าเป็นสัตว์มงคล) วัว ควาย ช้าง ม้า หรือสัตว์อื่นที่เป็นพญาอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากนั้นแล้วยังมีนิมิตเฉพาะหน้าอีกหลายอย่างที่เป็นมงคลก็ใช้ได้
  6. เป็นที่อยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่ ร่มรื่น ไม้มงคลเกิดอยู่ใกล้ๆ
  7. ไม่เคยเป็นที่อยู่อาศัยมาก่อน เช่น บ้านเรือน ยุ้งข้าว หรือคอกเลี้ยงสัตว์ใดๆ
  8. ไม่เป็นที่เคยใช้ถ่ายอาจมมาก่อน
สิ่งที่นำมาใช้เป็นสะดือเมือง
  1. ส่วนใหญ่ใช้ไม้ที่เป็นไม้มงคล เช่น ไม้สักทอง ไม้ราชพฤกษ์ ไม้จันทร์
  2. ใช้หินเป็นแท่งฝังแทนไม้ก็ได้ อาจจะเป็นหินทราย หินแกรนิต เป็นต้น ในการนี้ต้องสกัดออกมาให้เป็นแท่งยาวๆ ตามโสลก
  3. สิ่งปลูกสร้างที่เป็นมงคล ได้แก่ พระพุทธรูป พระเจดีย์
รูปร่างลักษณะสะดือเมือง
ลักษณะสะดือเมืองเป็นแท่งกลม ทำด้วยไม้หรือหิน (เสาอินทขิล) ฝังให้โผล่พ้นขึ้นไปจากดิน ตรงปลายเสาทำเป็นดอกบัวตูม เม็ดมะยม ส่วนมากมักทำเป็นรูปบัวมากกว่า ตรงโคนบัวทำเป็นกาบเชิง ที่ฐานจากพื้นดินมักทำเป็นขอบหรือบัวหงาย ตกแต่งสวยงาม ต้องเรียบสนิทไม่มีขรุขระหรือสากมือ ส่วนมากข้างบนจะเล็กกว่าโคน คือเรียวขึ้นไปจะทาทับด้วยยางรัก เสร็จแล้วก็ปิดทองตั้งแต่โคนจรดยอดโดยตลอด

ขนาดของเสาหลักเมือง
สิทธิการิยะโบราณท่านว่า...
  1. ถ้าเป็นเสาหลักบ้านหรือตำบลหรือเมืองเล็กๆ ขนาดหน้าตัดก็ประมาณ ๓-๕ กำมือ (กำมือโดยไม่ต้องงอนิ้วหัวแม่มือ ให้นิ้วหัวแม่มือเหยียดตรงขนานกับแขน และนิ้วอื่นๆ)  กำปู หนึ่งกว้างประมาณ ๔ นิ้ว ถ้าเป็นเมืองใหญ่ต้อง ๕ กำขึ้นไป
  2. ความยาว คำว่า สะดือ แปลว่า กึ่งกลาง ดังนั้นต้องฝังถึงกึ่งกลางต้นเสา ฝังลึกเท่ากับความสูงของเสาเมือง ส่วนที่พ้นพื้นมาก็สูงเท่าความสูงของเจ้าเมืองเช่นเดียวกัน
  3. เสาบริวาร การฝังเสาสะดือเมืองนั้น บางแห่งทำเป็นเสาเดียว บางแห่งมีเสาบริวารอีก ๔ ต้น ต้นละทิศ ความสูงและความลึกพร้อมขนาดไม่จำกัด ขนาดพอเหมาะ แต่ไม่สูงกว่าเสาหลักจริง และต้องยาวเท่ากันด้วย
สำหรับเสาสะดือเมืองของจังหวัดเชียงราย จะตั้งอยู่บนวัดพระธาตุดอยจอมทองนะค่ะ หลังวัดพระแก้ว (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)


หอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี

หอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ด้านประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ตั้งแต่การสร้างเมืองในสมัยของพญามังรายมหาราช เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๕ จนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็น ๘ โซนด้วยกัน โซน ๑ การก่อร่างสร้างเมืองเชียงราย จัดแสดงตำนานเมืองพญานาค การค้นพบวัฒนธรรมหิน ยุคสังคมล่าสัตว์ ยุคสังคมเกษตรกรรม ยุคแคว้นโยนกไชยบุรีศรีช้างแสน โซน ๒ ร่องรอยไหนในถิ่นฐาน จัดแสดงยุคประวัติศาสตร์ก่อนสมัยอาณาจักร ยุคแคว้นเชียงราย ยุคสมัยอาณาจักรล้านนาราชวงศ์มังราย โซน ๓ เล่าแจ้งแถลงไข จัดแสดงการเล่าเรื่องประวัติความเป็นมาของเมืองเชียงรายและพญามังรายมหาราชด้วยระบบมัลติมิเดีย โซน ๔ เมืองโบราณ อาณาจักรล้านนา จัดแสดงหุ่นจำลองพื้นที่ภูมิประเทศของจังหวัดเชียงราย รวมทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฏหมายมังรายศาสตร์ โซน ๕ พญามังรายมหาราช จัดแสดงรูปจำลอง พระราชประวัติของพญามังรายมหาราช การสถาปนาอาณาจักรล้านนา โซน ๖ สู่เมืองเชียงราย จัดแสดงความเป็นมาของจังหวัดเชียงราย และความเป็นมาของอำเภอทั้ง ๑๘ อำเภอ โซน ๗ ความรู้รอบตัว จัดแสดงเกี่ยวกับศาสนาสถานสำคัญของเมืองเชียงราย โซน ๘ ห้องสมุดหอประวัติ เดินขึ้นไปชั้น 2 เป็นห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ที่มีทั้งหนังสือ และคอมพิวเตอร์ให้บริการ

หอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี เปิดทำการวันอังคาร - วันอาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๘.๐๐ น. ปิดทำการทุกวันจันทร์ หอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี จะตั้งอยู่ด้านหลังของศาลากลางจังหวัดเชียงรายหลังเก่า หรืออยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนอนุบาลเชียงราย ณ บริเวณใกล้กันก็จะเป็นที่ตั้งของห้องสมุดรถไฟเชียงราย เป็นห้องสมุดรถไฟแห่งแรกและแห่งเดียวของจังหวัดเชียงราย



















บริการรถสามล้อในตัวเมืองเชียงราย

พูดถึงสามล้อที่ยังคงหลงเหลือและให้บริการในตัวเมืองเชียงราย ณ ปัจจุบัน มีให้บริการแก่นักท่องเที่ยวไม่เยอะแล้วและคนขับสามล้อแต่ละท่านที่ยังยึดอาชีพการถีบสามล้อในตัวเมืองเชียงรายแต่ละท่านก็มีอายุเยอะมากพอสมควร เนื่องจากยึดอาชีพการถีบสามล้อมานาน...

การเที่ยวในตัวเมืองเชียงราย จะมีรถให้บริการหลายอย่าง เช่น มอเตอร์ไซด์รับจ้าง รถสองแถวสีฟ้า สามล้อเครื่อง รถแท๊กซี่ (เพิ่งจะมีให้บริการเมื่อไม่นาน) และสุดท้ายรถสามล้อถีบ เป็นการให้บริการที่มีมานานมากตั้งแต่จำความได้ก็เห็นแล้ว...

สำหรับค่าบริการสามล้อถีบในตัวเมืองเชียงราย จะมีอยู่ 2 ราคา และคิดราคาค่าเช่าเป็นชั่วโมง ราคาการให้บริการ กรณีนั่งชมตัวเมืองเชียงราย ไม่แวะเที่ยวตามวัดหรือตามสถานที่ท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงราย จะคิดค่าบริการในราคาชั่วโมงละ 120 บาท และถ้าแวะเที่ยวตามวัด เช่น วัดพระแก้ว วัดพระสิงห์ ห้าแยกพ่อขุน จะคิดค่าบริการในราคาชั่วโมงละ 150 บาท มาเที่ยวเชียงรายอยากนั่งดูวิถีชีวิตของชาวเชียงรายแบบไม่เร่งรีบรถไม่ติด แนะนำใช้บริการของสามล้อถีบได้นะค่ะ จะจอดให้บริการแถวตลาดสดเทศบาล 1 เชียงราย....







ตารางเดินรถโดยสารระหว่างประเทศจากขนส่งเชียงราย 2 ไปลาว จีน เวียดนาม

หลังจากเปิดสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 4 (ห้วยทราย-เชียงของ) ไปเมื่อ 11 ธันวาคม 2556 ทำให้การเดินทางไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศเวียดนามสะดวกยิ่งขึ้น การให้บริการเดินรถเส้นทางเชียงราย-บ่อแก้ว เป็นรถปรับอากาศจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย (แห่งที่ 2) ถึงสถานีโดยสารพัฒนาบ่อแก้ว แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ระยะทางประมาณ 166 กิโลเมตร ข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ค่าโดยสารคนละ 220 บาท หรือ 55,000 กีบ หากเดินทางจากชายแดน อ.เชียงของ ไปยังสถานีโดยสารพัฒนาบ่อแก้ว ค่าโดยสาร 30 บาท หรือ 7,500 กีบ นอกจากนั้นยังมีรถให้บริการระหว่างสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว เป็นการเฉพาะไว้ 1 คัน ให้บริการ 4 เที่ยวต่อวัน ค่าโดยสาร 20 บาท หรือ 5,000 กีบ

สำหรับการเดินทางไปกับรถโดยสารเชียงราย-บ่อแก้ว ผู้โดยสารทั้งไทย และสปป.ลาว เพื่อความสะดวกหากใช้หนังสือเดินทางระหว่างประเทศ สามารถประทับตราหรือแสตมป์ได้ที่ด่านพรมแดนไทย-สปป.ลาว หากต้องการทำบัตรผ่านแดนชั่วคราวหรือบอเดอร์พาส ต้องนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปทำบัตรได้ที่ด่านพรมแดน และที่ว่าการอำเภอเชียงของ

จังหวัดเชียงรายจะมีสถานีขนส่งผู้โดยสารอยู่ 2 แห่ง และเมื่อต้องการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลาว จีน เวียดนาม ให้ใช้สถานนีขนส่งผู้โดยสาร (แห่งที่ 2) สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย (แห่งที่ 2)จะอยู่ที่ ต.สันทราย อ.เมือง ออกนอกเมืองไปไม่ไกล ซึ่งให้บริการรถโดยสารประจำทางขาออก -ต่างจังหวัดทุกจังหวัด และระหว่างประเทศ ส่วนสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดเชียงราย (แห่งที่ 1) จะให้บริการผู้โดยสารเฉพาะภายในจังหวัด และจังหวัดใกล้เคียง การเดินทางไปยังสถานีขนส่งผู้โดยสารทั้ง (1) และ (2) ให้ใช้บริการรถตุ๊กๆ รถโดยสารสองแถว หรือรถแท๊กซี่ ที่จุดจอดให้บริการผู้โดยสารได้นะค่ะ...













ประเพณีปีใหม่ (กินวอ) ชาวเขาเผ่าลาหู่ บ้านแม่ผักแหละ แม่สรวย เชียงราย

วันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนเมืองหรือคนพื้นราบ แต่ปีใหม่ของชาวเผ่าลาหู่จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธุ์ ซึ่งจะจัดขึ้นปีละครั้ง แต่ไม่ได้กำหนดว่าจะจัดขึ้นวันที่เท่าไรของเดือน สำหรับปีนี้ประเพณีปีใหม่ (กินวอ) ของชาวเขาเผ่าลาหู่ หรือว่ามูเซอแดง ที่บ้านแม่ผักแหละ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 - 9 กุมภาพันธุ์ 2557 รวมทั้งหมด 7 วัน 7 คืนด้วยกัน ตลอดระยะเวลาตามประเพณีปีใหม่ของชาวเขาลาหู่ จะหยุดการทำงาน เช่น ทำไร่ ทำนา เพื่อมาร่วมฉลองเทศกาลปีใหม่ และรื่นเริงกัน โดยแบ่งประเพณีขึ้นปีใหม่ (กินวอ) ของผู้หญิง 3 วัน และของผู้ชาย 4 วัน ชาวเขาเผ่ามูเซอแดงที่บ้านแม่ผักแหละมีทั้งนับถือศาสนาพุทธ คริสต์ และนับถือทั้ง 2 ศาสนา

วันปีใหม่ของชาวเขาเผ่าลาหู่....จะใช้หมูดำเป็นหลักในการเซ่นสังเวยต่อเทพเจ้าที่ชาวลาหู่ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก โดยจะใช้ส่วนที่เป็นหัวของหมูเซ่นสังเวย และข้าวปุ๊ก ข้าวปุ๊กทำจากข้าวเหนียวที่สุกแล้วนำมาตำและปั้นเป็นแผ่นกลมแบนโรยด้วยงา เวลาไปเที่ยวที่บ้านของชาวลาหู่ เขาจะให้เป็นของฝากกับแขกที่ไปเยี่ยมที่บ้าน ส่วนเนื้อหมูก็จะนำมาทำเป็นอาหาร สำหรับเลี้ยงสังสรรคนในครอบครัวที่ออกไปทำงานต่างถิ่นและกลับมาเยี่ยมบ้านในวันประเพณีปีใหม่ ส่วนกลางคืนก็จะเป็นการเต้นรอบต้นวอหรือต้นไม้ปีทุกคืนจนกว่าประเพณีกินวอจะหมดเทศกาล...



โต๊ะบูชาเทพเจ้าแต่ละบ้าน
ต้นไม้ปีหรือต้นวอประดับประดาด้วยเครื่องสักการะ



ข้าวปุ๊ก ขนมบูชาเทพเจ้า