ลำไยผลไม้ของเมืองเหนือ

อาชีพของเกษตรกรแถวภาคเหนือ นอกจากการทำนาที่เป็นอาชีพหลักแล้ว ยังมีอีกอาชีพหนึ่งที่ทำเป็นอาชีพเสริม คือ การทำสวนลำไย ภาคเหนือเป็นแหล่งผลิตลำไยที่เยอะมาก ทั้งปลูกไว้ในบ้านและที่สวนของชาวสวนนอกจากการปลูกลำไยแล้วเตี๋ยวนี้ทางภาคเหนือยังสามารถปลูกยางพาราเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้เป็นอย่างดี การปลูกยางพาราดูแลรักษาง่าย ใช้เวลาไม่กี่ปีก็สามารถกรีดยางขายได้ จึงทำให้คนที่นี่เริ่มหันมาปลูกยางพารากันมากขึ้น

ส่วนลำไยที่ปลูกกันมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์ดอ พันธุ์แห้ว พันธุ์สีชมพู พันธุ์เบี้ยวเขียว พันธุ์ใบดำ พันธุ์สายน้ำผึ้ง พันธุ์พวงทอง พันธฺุ์เพชรสาคร พันธุ์นราภิรมย์ พันธุ์เวียดนาม พันธุ์ดอสุขุม และแต่ละพันธุ์ก็มีลักษณะประจำพันธุ์ แต่ที่นิยมปลูกกันมาก คือ พันธุ์ดอ เนื่องจากเป็นพันธุ์เบา ออกดอกติดผลค่อนข้างสม่ำเสมอสามารถแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง และลำไยกระป๋องได้ นอกจากพันธุ์ดอ ยังมีพันธุ์อื่นที่นิยมปลูกกัน เช่น พันธุ์แห้ว พันธุ์สีชมพู และพันธุ์เขียวเบี้ยว ส่วนพันธุ์อื่น เช่น พันธุ์สายน้ำผึ้ง พันธุ์เหลือง พันธุ์แดง หรือพันธฺุ์ตลับนาค ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดชาวสวนก็จะตัดทิ้งไป










ตลาดนัดเกษตรกร

เป็นประจำของทุกๆ ปีเมื่อถึงฤดูฝนและเป็นช่วงที่ลูกพลับ สาลี่ และลำไย ซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรเริ่มสุกก็จะมีการจัดงานวันตลาดนัดเกษตรกรขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนชาวเขาและเกษตรกรชาวสวนลำไยให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิต เช่น ลูกพลับ ลำไย  สาลี่ นำสินค้ามาจัดแสดงและขายในราคาที่ไม่แพง นอกจากลูกพลับซึ่งปลูกได้เฉพาะพื้นที่สูงแล้ว ก็ยังมีพืชผักสวนครัว เช่น หน่อน้ำ มะเขือ แตงกวา กะหล่ำปลี ผักปลอดสารพิษจากโครงการหลวง มาจำหน่ายด้วย แต่ที่แปลก คือ หน่อน้ำ และมะเขือ คนพื้นราบส่วนมากไม่รู้จัก และไม่เคยกิน สำหรับการจัดงานวันตลาดนัดเกษตกร ก่อนนั้นจะจัดที่บ้านแม่น้ำขุ่น ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา การเดินทางลำบากสำหรับคนพื้นราบและไม่คุ้นเคยกับถนนซึ่งเป็นภูเขาประกอบกับเป็นช่วงของฤดูฝน จึงเปลี่ยนสถานที่จัดงาน นอกจากผลไม้ คือ ลูกพลับ สาลี่ แล้วยังมีสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ปลูกบนดอยสูง คือ กาแฟที่ขึ้นชื่อของหมู่บ้านแม่น้ำขุ่น ชื่อว่า กาแฟอาข่า อาม่า มาจำหน่ายอีกด้วย 
สำหรับบ้านแม่น้ำขุ่น เป็นหมู่บ้านชาวเขาเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตการดูแลของกรมป่าไม้ หมู่ที่ 16 ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงรายซึ่งลักษณะการตั้งถิ่นฐาน การสร้างบ้าน รวมถึงการดำรงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณีวัฒนธรรม และภาษาของชาวบ้าน บ้านห้วยน้ำขุ่นกับชาวบ้านที่ดอยแม่สลองรวมถึงชาวจีนยูนานในหมู่บ้านต่างๆก็จะคล้ายๆ กัน ไม่ค่อยแตกต่างมากนัก 





หน่อน้ำ







วัดร่องขุ่น เมือง เชียงราย

วัดร่องขุ่น เป็นอีกวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงรายตั้งอยู่กม.ที่ 817-818 ทางซ้ายมือตรงแยกไฟแดงบ้านร่องขุ่นก่อนจะถึงตัวเมืองเชียงราย 13 กิโลเมตรเส้นทางสายเชียงราย-เชียงใหม่สถานที่ตั้งของวัดหาง่ายอยู่ติดถนนขับรถผ่านก็จะมองเห็นวัดได้อย่างสวยงามแวะง่าย เป็นที่วัดที่รู้จักกันดีในเรื่องของความมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนกับวัดอื่น การสร้างวัดของแต่ละวัดก็จะแตกต่างกันไปอย่างเช่นวัดแสงแก้วโพธิญาณก็จะเปฺ็นในเรื่องของสิ่งปลูกสร้างเน้นทุกอย่างต้องสร้างอย่างยิ่งใหญ่ ส่วนวัดร่องขุ่นการก่อสร้างวัดจะเป็นสีขาวทั้งหมดจากฝีมือของศิลปินชื่อดังของจังหวัดเชียงราย ชื่อ อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ชาวเชียงรายรู้จักกันดี ภายในบริเวณวัดจะมีหอศิลป์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ให้ชมฟรีแต่ห้ามถ่ายรูป เมื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวสิ่งที่ขาดไม่ได้ เช่น ร้านอาหาร ห้องน้ำ สปา ของที่ระลึกเสื้อผ้า สินค้าพื้นเมือง เครื่องแกะสลัก มีจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวด้วย มีโอกาสมาเที่ยวเชียงรายก็อย่าลืมแวะชม แวะเที่ยวได้ค่ะ...















การทำนาอาชีพหลักของคนภาคเหนือ

การทำนา เป็นอาชีพหลักของเกษตรกรในภาคเหนือและเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากใช้บริโภคในครัวเรือนแล้ว เกษตรกรบางรายนำผลผลิตที่นอกเหนือจากการแบ่งไว้กินก็จะนำไปขาย เกษตรกรทางภาคเหนือจะทำนาดำกันมากกว่าการทำนาหว่าน นาหว่านจะทำกันน้อยมาก ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่เพาะปลูกข้าวจะแบ่งเป็นแปลงเล็กฯ และมีคันนากั้นไว้ ทำให้ไม่สะดวกกับรถเกี่ยวข้าวซึ่งคันใหญ่เหยียบคันนาของเกษตรกรพังเสียหาย ทำให้เกษตรกรทางภาคเหนือจึงนิยมการทำนาดำกันตามแบบดั่งเดิมที่เคยทำกันมา และใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยวข้าว

การปลูกข้าวหรือการทำนามีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน
คือ  1. การทำนาดำ 
      2. การทำนาหว่าน
      3. การทำนาหยอด
      4.  การทำนาถาด

สำหรับฤดูทำนาปี (พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง) สำหรับพันธุ์ที่ใช้ปลูกกัน เช่น พันธุ์ข้าว กข.6 จะปลูกกันเยอะที่จังหวัดเชียงรายปลูกกันมากส่วนพันธุ์สันป่าตอง1เกษตรกรบางรายก็นิยมปลูกกันการทำนาในประเทศไทยเราก็จะเริ่มราวเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฏาคมอาจคาบเกี่ยวไปจนถึงเดือนสิงหาคม เนื่องจากฤดูทำนาแถวภาคเหนือตรงกับช่วงของลำไยเริ่มสุกเกษตรกรบางส่วนต้องไปรับจ้างเก็บลำไยทำให้ขาดแรงงานในการจ้าง ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนอีกด้วยและเมื่อครบ 3 เดือนข้าวที่ปักดำ หรือหว่านไว้จะสุกงอมเต็มที่พร้อมเก็บเกี่ยวต่อไป

ส่วนนาปรัง (พันธุ์ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง) สามารถเพาะปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง ทำได้ตลอดปี เพราะพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกเป็นพันธุ์ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี1, สุพรรณบุรี2 เมื่อข้าวเจริญเติบโตครบกำหนดอายุก็จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ นอกจากนั้นเกษตรกรบางรายก็จะปลูกข้าวญี่ปุ่นกัน ข้าวญี่ปุ่นจะเริ่มปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนมกราคม จะให้ผลผลิตสูงกว่าฤดูนาปี เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวซึ่งมีอุณหภูมิเหมาะสมในการเจริญเติบโต ข้าวญี่ปุ่นจะปลูกกันมากแถวอำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอแม่จัน อำเภอเมืองเชียงราย อำเภอพาน และอำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย














ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม่สรวย เชียงราย



                          ประวัติความเป็นมาของศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดเชียงราย

วันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2512  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช  พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพระราชพิธีบวงสรวงสังเวยเป็นราชพลี และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศ ถวายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องด้วยข้อสันนิษฐานเบี้องต้นที่ว่า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพเคลื่อนพลช้าง ม้าไปเมืองหาง โดยผ่านเวียงป่าเป้าและพักทัพอยู่ ณ พื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

ในปีพุทธศักราช 2523คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า เสนอโครงการสร้างศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อำเภอแม่สรวย ไปยังกรมศิลปากร ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้ในปีพุทธศักราช 2526


วันที่ 5  กรกฏาคม พุทธศักราช 2530 คณะสงฆ์ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน ได้ตั้งผ้าป่าสามัคคีหาทุนสร้างอาคารไม้ 1 หลัง เพื่อใช้เป็นศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชชั่วคราว ณ หมู่ที่ 13 ถนนเชียงราย-เชียงใหม่ ตำบลแม่พริก อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

เจ้าพระยาไชยานุภาพ และเจ้าพระยาปราบไตรจักร
วันที่  3 กันยายน พุทธศักราช 2533 ได้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยอดีตแม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมเงินทุน 500,000 บาท โดยมีองค์กรเอกชน ส่วนราชการ และพ่อค้าประชาชน ได้ร่วมบริจาคด้วย รายได้ส่วนหนึ่งมาจากการจำหน่ายต้นพันธุ์จำปีพร้อมปลูก ต้นละ 3,000  บาท และเชิญผู้บริจาคร่วมปลูกพร้อมมีป้ายชื่อผู้ปลูกทุกต้นด้วย นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นายอำเภอแม่สรวย และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกในขณะนั้น (ปัจจุบันคือ พล.อ.แป้ง มาลากุล ณ อยุธยา)


วันที่  4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2537 ได้มีพิธีอัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชจำลอง มาจากเมืองพิษณุโลกมาประดิษฐาน ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดเชียงราย

วันที่ 13 พฤษภาคม พุทธศักราช 2545 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จเป็นองค์ประธาน ประกอบพิธีหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเท่าพระองค์จริง ณ วัดบวรนิเวศวรวิหาร

วันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2546 ได้ประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมรูปเท่าพระองค์จริงมาประดิษฐาน ณ ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตราบเท่าทุกวันนี้

หอประวัติศาสตร์การเดินทัพสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 69 ไร่ ถนนเชียงใหม่-เชียงราย กม.ที่ 129 เลขที่ 139 หมู่ 13 ต.แม่พริก อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอแม่สรวย ประมาณ 2 กิโลเมตร ณ บริเวณอุทยานอันเป็นที่ตั้งศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแห่งนี้ ยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เฉลิมพระเกียรติแห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย ด้วยระบบที่ทันสมัย 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ ได้จากห้องแสดงภาพอดีตและปัจจุบัน  (Then & Now) และจากจอคอมพิวเตอร์ระบบสัมผัส (Touch Screen Computer)



สะพานแม่น้ำสรวย แม่สรวย เชียงราย

สะพานแม่น้ำสรวย สำหรับคนท้องถิ่นจะเรียกอีกชื่อว่า ขัวแม่สรวย อยู่ติดกับที่ว่าการอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นสะพานสำหรับการเดินทางไปเชียงราย-เชียงใหม่ ใต้สะพานเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อน ในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากมีแม่น้ำที่ไหลลงมาจากเขื่อนแม่สรวย เป็นน้ำที่ใส และเย็น ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ทำให้น้ำที่นี่เย็นมาก และในช่วงฤดูร้อนจะมีนักท่องเที่ยวมาเล่นน้ำ มานั่งเล่นกันเป็นจำนวนมาก สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับแหล่งท่องเที่ยว คือ ร้านค้า ร้านอาหาร มีให้บริการแก่นักท่องเที่ยวมากมายหลายร้าน นับได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมอีกที่หนึ่ง และทุกปีจะใช้สถานที่ตรงนี้จัดงานสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นประเพณีที่สำคัญสำหรับภาคเหนืออีกด้วย










น้ำพุร้อนธรรมชาติเวียงป่าเป้า

โป่งน้ำร้อน อำเภอเวียงป่าเป้า เป็นบ่อน้ำร้อนที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านโป่งน้ำร้อนเล่าว่า เดิมทีบริเวณนี้ยังไม่มีหมู่บ้าน เป็นป่าดงดิบ เมื่อก่อนเรียกว่า "โป่งดิน" ที่มีสัตว์ต่างๆ ลงมากินดินโป่งเป็นประจำและบริเวณบ่อน้ำร้อนก็ยังเป็นทางผ่านของพ่อค้าระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย โดยมีม้าและวัวเป็นพาหนะ เป็นเส้นทางเดินไปตามไหล่เขาตลอดเวลาและใช้เป็นจุดพักแรมได้ด้วย เพราะพื้นเป็นลาน ทำเลสะดวก จนต่อมามีผู้คนมาอยู่มากขึ้นกลายเป็นหมู่บ้าน ส่วนบ่อน้ำร้อนนั้นเกิดจากธรรมชาติ มีอยู่ด้วยกัน 3 บ่อ ความร้อนประมาณ 90 องศาเซลเซียส..

บ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสูงและสวยที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่ที่บ้านโป่งป่าตอง หมู่ 14 ตำบลแม่เจดีย์ใหม่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือจุดพักรถระหว่างการเดินทางจากเชียงรายไปเชียงใหม่ ภายในบริเวณบ่อน้ำร้อนจะมีบ่อต้มไข่ให้บริการกับนักท่องเที่ยว มีร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟไว้คอยบริการ มีสินค้าให้เลือกซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกมากมาย เช่น เครื่องเงิน สินค้าพื้นเมืองไม้แกะสลัก เสื้อผ้า เครื่องประดับ ขนม สินค้า OTOP เป็นต้น...

นอกจากนี้ที่นี่ยังมีให้บริการอาบน้ำแร่ และแร่เท้า FISH SPA สำหรับ FISH SPA ราคาก็จะแตกต่างกันไปคิดเป็นนาที ที่นี่จะมีจุดให้บริการแช่เท้าฟรีเยอะมากหลายจุด...แช่แล้วรู้สึกสบายเท้าแก้เหน็บชา คลายเส้น กรณีที่นั่งรถนาน...ภายในบริเวณนี้ยังมีพระธาตุเก่าแก่ อายุประมาณ 700 ปี เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์และเหลือเพียงแหล่งสุดท้ายของหมู่บ้านโป่งป่าตอง ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 6 เคยมาแวะพักประทับค้างแรมที่บ่อน้ำร้อนแห่งนี้ด้วย...ปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงของการสร้างบันได และบูรณะ ซ่อมแซมองค์พระธาตุขึ้นมาใหม่ ซึ่งองค์พระธาตุชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา...