พระธาตุจอมจ้อ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย

ตามประวัติของพระบรมธาตุดอยจอมจ้อ โบราณสถานคู่เวียงเทิง...จากคัมภีร์เก่าแก่ที่แต่งโดยนักปราชญ์ผู้ชำนาญในภาษาบาลีของเมืองเทิง (เมืองเถิง) ในสมัยนั้น ได้กล่าวไว้ว่า  ในกาลสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาสุวรรณภูมิ พระองค์ได้พักอยู่ใต้ต้นอโศกบนดอยใกล้แม่น้ำอิง มีพญานาคตนหนึ่ง รู้ว่าพระพุทธองค์ทรงเสด็จมา จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลถามถึงความต่างๆ แล้วจึงได้นำจ้อคำ ๓ ผืน จ้อเงิน ๓ ผืน และจ้อแก้วอีก ๓ ผืน มาถวายพระพุทธองค์ พระอานนท์จึงทูลขอพระธาตุให้พญานาคตนนั้น พระพุทธองค์จึงทรงนำพระหัตถ์ลูบพระเศียรได้พระเกศาธาตุเส้นหนึ่ง จึงโปรดให้พญานาคไว้ พญานาคจึงนำความแจ้งให้เจ้าเมืองสร้างพระธาตุไว้ที่กลางดอย เพื่อบรรจุพระเกศาธาตุ ต่อมาจึงมีการขนานนามพระธาตุนั้นว่า "พระธาตุจอมจ้อ"  

ตามความเชื่อ...ในการกราบไหว้องค์พระธาตุจอมจ้อ..คำว่า "จ้อ" เป็นคำล้านนา หมายความเทียบได้กับคำว่า "ช่อ" ในภาษาไทยกลาง "จอมจ้อ" จึงควรหมายความถึง ชูขึ้น หรือสูงเด่นเป็นสง่า สูงส่ง ถ้าได้กราบไหว้ ก็จะประสบความสำเร็จทุกสิ่งเหมือนกับการเริ่มเจรจาก็นำมาซึ่งความสำเร็จและสมประสงค์ทุกประการ..

วัดพระธาตุดอยจอมจ้อ จะอยู่ที่ตำบลเวียง อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย สำหรับการเดินทางไปที่วัดพระธาตุจอมจ้อ ใช้เส้นทางที่จะไปอำเภอเทิงหรือที่รู้จักกันดีเส้นทางไปภูชี้ฟ้า อยู่ก่อนถึงภูชี้ฟ้า ขับไปเรื่อยๆ จนถึงโรงบาลเทิง พระธาตุจอมจ้อจะอยู่ใกล้โรงบาลเทิงและอยู่ฝั่งเดียวกันกับโรงบาลเทิง หายง่าย พระธาตุจอมจ้อตั้งอยู่บนดอยสูงมากเมื่อมองจากด้านล่าง ถือว่าสูงกว่าทุกจอมที่ไป และเป็นจอมสุดท้ายที่อยู่ในจำนวนของพระธาตุเก้าจอมที่สำคัญของเชียงรายที่ได้ไปสักการะกราบไหว้ ส่วนพระธาตุผาอาบ อยู่ในบริเวณเดียวกันกับพระธาตุจอมจ้อ..




วัดบรมธาตุจอมจ้อ
พระบรมธาตุจอมจ้อ







พระธาตุผาอาบ






วัดเฟือยไฮหลังถูกไฟไหม้ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

ตามประวัติ...วัดเฟือยไฮ เป็นวัดเก่าแก่และได้สร้างขึ้นก่อนวัดใดๆ ในอำเภอเวียงป่าเป้า ดังมีประวัติเล่าว่าได้สร้างขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที ๑๕ มีนาคม พุทธศักราช ๒๒๓๕ ตรงกับเดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๑ ค่ำ โดยมีเจ้าอินทวิชานนท์เป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้แต่งตั้งให้พระยาไชยธรรมรงค์ พร้อมประชาราษฏร์ชาวเชียงใหม่ และได้นิมนต์เอาพระภิกษุ สามเณรขึ้นมาหักล้างถางพงเป็นบ้านเมืองเฟือยไฮ พระสงฆ์ที่มานั้นมีหลายรูปแต่ที่ปรากฏชื่อ พระอุบาลี แต่ประชาชนทั้งหลายมักเรียกท่านว่า ครูบากุด หรือ อุบากุด เพราะท่านองค์นี้มีนิ้วเท้าขาดไปข้างละหนึ่งนิ้วมาตั้งแต่กำเนิด และท่านมีนิสัยไม่เกรงกลัวต่อบุคคลใดๆ และเคร่งครัดในทางวินัยมาก และเป็นพระที่คลั่งไสยศาสตร์มาก เดิมท่านอยู่บ้านไฮเชียงตุง พอพวกพระยาเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้ขยายอาณาเขตขึ้นมาตั้งบ้านเมืองขึ้นมาใหม่ก็ได้นิมนต์เอาพระรูปหนึ่งเป็นหัวหน้าขึ้นมาตาม พอมาถึงศูนย์กลางแห่งเมืองก็ได้พากันถางป่าทำเป็นบ้านช่อง คุ้มเจ้านาย และวัดวาอารามขึ้น เมื่อสร้างได้เป็นรูปร่างบ้านเมืองแล้วทางเจ้าพระยาจึงปรึกษาหารือกันกับท่านอุบาลีว่าเราจะเรียกบ้านเมืองที่สร้างขึ้นใหม่ว่าอย่างไร เมื่อนั้นพระอุบาลีก็มาคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่เคยอยู่มาก่อน คือ บ้านไฮ ก็เอามาผสมกับชื่อเจ้าพระยาไชยธรรมรงค์ (ต้นไทรทางเหนือเรียกว่าต้นไฮ)ก็ได้ตั้งชื่อว่าเมืองไชย หรือเรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า เมืองเฟือยไฮ 

พออยู่มาไม่นาน เจ้าพระยาก็มาคิดอยากได้ไม้สรีมหาโพธิ์ เพื่อให้เป็นที่สักการะบูชา จึงได้นำท่านอุบาลีไปเมืองเชียงใหม่ พอดีเจ้าพระยาเมืองเชียงใหม่ได้เตรียมเอาไปปลูกที่เมืองฝาง พอรู้ข่าวเจ้าพระยาเมืองเฟือยต้องการจะปลูกไม้สรีมหาโพธิ์จึงได้มอบให้พร้อมด้วยแก้วสามดวง เมื่อพระยาเมืองเฟือยไฮและพระอุบาลีได้รับกิ่งมหาโพธิ์ และพระธาตุก็นำมาปลูกที่หลังพระวิหาร ก่อนที่จะปลูกนั้นเจ้าพระยาได้ให้ประชาชนขุดดินลึกประมาณ ๑ เมตร แล้วเอาอิฐก่อเป็นรูปเจดีย์ทับเอาไว้ แล้วนำเอาแก้วสามดวงและพระธาตุสองดาวใส่ผอบไว้แล้วก่อทับเสีย แล้วก็ปลูกต้นสรีมหาโพธิ์ทับ ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๐ ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดศรีบุญเรือง และเปลี่ยนกลับเป็น วัดเฟือยไฮ อีกทีเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ 

ปัจจุบัน....วัดเฟือยไฮได้ถูกไฟไหม้ ในคืนวันเสาร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ ขึ้น ๗ ค่ำ เวลา ๐๒.๐๐ น. ขอเชิญร่วมบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี "กองทุนสร้างวิหารวัดเฟือยไฮ" 
ธนาคารกรุงไทย (981-6-25995-8) ธนาคาร ธ.ก.ส. (02001-8-64310-8) ธนาคารไทยพาณิชย์ (545-250019-3) ธนาคารออมสิน (02-0090-114-660) ธนาคาร (สาขาเวียงป่าเป้า) 

วัดเฟือยไฮ ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๗ หมู่ ๑ ถนนเชียงใหม่-เชียงราย ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ ๙๐-๙๑ (อยู่ใกล้กับร้านก๋วยเตี๋ยวอดทน ฝั่งตรงข้ามด้านทิศตะวันออก) ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ๕๗๑๗๐ ปัจจุุบัน.....มีพระจำเริญจันทวัณโน เป็นเจ้าอาวาส โทร. ๐๘๑-๐๓๐๒๙๗๙, ๐๘๘-๔๐๒๗๘๓๐ (ข้อมูลจากแผ่นพับวัดเฟือยไฮที่ถูกไฟไหม้)








พระเจ้าทองทิพย์  พระคู่เมืองตามประวัติวัดเฟือยไฮ

พระครูพิศาล นครกิจ อดีตเจ้าคณะอำเภอเวียงป่าเป้า








พระพิฆเนศวร ศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

พระพิฆเนศวร เป็นเทพเจ้าทางศาสนาพราหมณ์ ได้สถาปนาพระพิฆเนศวรเป็นเทพองค์แรกที่ต้องบูชาก่อนเริ่มพิธีใดๆ เป็นการคารวะในฐานะบรมครูผู้ประสาทปัญญาและความสำเร็จ เป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ ปราดเปรื่องในศิลปวิทยาทุกแขนง จึงเป็นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครูแห่งศิลป์วิทยาการ ๑๘ ประการ สามารถขจัดอุปสรรคปัญหา ช่วยให้กิจการงานทุกอย่างสำเร็จสมปรารถนา 

ตามประวัติ...เป็นโอรสของพระอิศรวรและพระอุมาเทวีหรือพระแม่ปารวตีในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบำเพ็ญสมาธิเป็นระยะเวลานานอยู่นั้น พระแม่ปารวตี เนื่องจากทรงอยู่องค์เดียวจึงประสงค์ที่จะมีผู้มาอยู่เป็นเพื่อนเล่นคลายความเงียบเหงา และคอยดูแลคุ้มครองป้องกันคนภายนอกที่จะเข้ามาก่อความวุ่นวายในพระตำหนัก จึงทรงเสกอธิษฐานสร้างพระโอรสผู้มีเทพลักษณะสมบูรณ์พร้อม พระองค์หนึ่งขึ้นมาอยู่ดูแลเป็นเพื่อนพระองค์ บังเอิญคราวหนึ่งพระนางทรงเข้าไปทำภารกิจอยู่พระตำหนักด้านใน ขณะนั้นองค์ศิวเทพได้เสด็จกลับมา ถูกพระโอรสห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร พระองค์ทรงพิโรธ มหาเทพทั้งสองก็ได้ทำการต่อสู้กันอย่างรุนแรง ดังลั่นสั่นสะเทือนทั่วทั้งจักรวาล สุดท้ายพระโอรสถูกตรีศูลของมหาเทพตัดศีรษะขาดกระเด็นหายไป พระแม่ปารวตี เมื่อได้ยินเสียงดังกึกก้องโกลาหลรีบเสด็จออกมาทอดพระเนตร เมื่อเห็นร่างพระโอรสอันเป็นที่รักปราศจากศีรษะถึงกับสิ้นสติและเมื่อฟื้นคืนมาทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระศิวะสวามีที่ทำร้ายฆ่าพระโอรส องค์มหาเทพเมื่อรู้ความจริงแล้ว จึงรีบค้นหาศีรษะเพื่อนำมาต่อชุบชีวิตใหม่ให้พระโอรส และต้องทำพิธีให้ได้ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น ยิ่งใกล้เวลายังหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ จวนจะหมดเวลาพระศิวะได้โยนตรีศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาและปรากฏว่าได้มาเป็นศีรษะช้าง ทรงรีบทำพิธีต่อชีวิต และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่องพระโอรสผู้มีศีรษะเป็นช้างให้เป็นเทพที่สูงที่สุด และขนานพระนามว่า "พระพิฆเนศวร" ซึ่งแปลว่า "เทพผู้ขจัดปัดเป่าอุปสรรค" และยังทรงให้พรว่า ในการประกอบพิธีการต่างๆ ทั้งหมดนั้นจะต้องทำพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อน เพื่อความสำเร็จของพิธีนั้น

ลักษณะมีรูปกาย...เป็นมนุษย์อ้วนเตี้ย ท้องพลุ้ย มีเศียรเป็นช้าง มีงาข้างเดียว (ถูกขวาน ปรศุรามหักเสียงา) สีกายสีแดง (บางแห่งว่าผิวเหลือง นุ่งห่มแดง) มีสี่กร พระหัตถ์หน้าขวาถืองาช้าง พระหัตถ์ซ้ายถือขันน้ำมนต์ เป็นกระโหลกศีรษะมนุษย์ พระหัตถ์หลังขวาถือตรี พระหัตถ์ซ้ายถือบาศ (บ่วง) พาหนะคือ หนู

สัญญลักษณ์และความหมายแห่งพระวรกาย
  1. พระเศียรของท่าน หมายถึง วิญญาณซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิต
  2. พระวรกาย แสดงถึง การที่เป็นมนุษย์ที่อยู่บนพื้นปฐพี
  3. ศีรษะช้าง แสดงถึง ความเฉลียดฉลาด









ศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

"เวียงกาหลงเมืองวัฒนธรรมแดนพุทธภูมิ ถิ่นกาขาว" ณ ที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห่งตำนานและเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เงียบสงบสวยงามร่มเย็นด้วยต้นไม้ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ภายในบริเวณของเวียงกาหลงมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ๙ มหามงคล ให้ได้สักการะกราบไหว้.......ดังนี้ ท้าวฆติกามหาพรหม (พระแม่กาเผือก) เจ้าพ่อ เจ้าแม่เวียงกาหลง, พระยอดขุนพลเวียงกาหลง, พระอุปคุตมหาเถระเจ้า ทรงชนะพญามาร,  พระสยามเทวาธิราช, พระแม่ธรณี ศรีแห่งแผ่นดิน, เจ้าแม่กวนอิม อวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์เจ้า, พระศรีอาริเมตไตร พระศรีอาริย์มหาโพธิสัตว์เจ้า, พระบรมครูพ่อปู่หมอชีวกโกมารภัจ

นอกจากสิ่งศักดิ์ิสิทธิ์ ๙ มหามงคลแล้ว ยังมีท้าวอมรินทร์เทวาธิราช (พระอินทร์) พระพิฆเนศวร เทพบรมครูแห่งศิลปวิทยา ๑๘ ประการ พระถังซัมจั่ง (หลวงจีนเฮี่ยนจัง) ที่สร้างอย่างสวยงามให้สักการะอีกด้วย

ศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง อยู่ที่ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ถ้ามาจากเชียงรายหรือจากเชียงใหม่เมื่อมาถึงแม่ขะจาน จะเจอทางแยกที่จะไปอำเภอวังเหนือ ให้ใช้เส้นทางนี้ ขับไปประมาณ 3 กิโลเมตร  ก็จะเจอป้ายบ้านเวียงกาหลง เลี้ยวซ้ายเข้าไปก็จะเป็นศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง หาง่าย รับรองได้ว่าไม่หลงเหมือนกับชื่อ "เวียงกาหลง"

เจอป้ายเลี้ยวซ้าย
ถิ่นกาขาว ชาวศรีวิไล
ท้าวฆติกามหาพรหม (พระแม่กาเผือก)
ท้าวอมรินทร์เทวาธิราช (พระอินทร์) ทรงช้างเอราวัณ
พระพิฆเนศวร เทพบรมครูแห่งศิลปวิทยา ๑๘ ประการ
พระถังซัมจั่ง (หลวงจีนเฮี่ยนจัง) 












พระสยามเทวาธิราช ศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย

ปกป้องผืนแผ่นดินไทย สงบร่มเย็น เป็นอิสระ พรหมเทพดา บูรพมหากษัตริย์ยาธิราชเจ้า ผู้คอยเฝ้าพิทักษ์รักษาชาติ พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์ ประเทศไทยจึงมีเอกราช ไม่ตกเป็นทาสเมืองขึ้นของใคร 

กล่าวถึงเมื่อสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ยุคแห่งการล่าอณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตก ได้ใช้เล่ห์กลทางการค้าอำนาจอาวุธและเรือรบบังคับทำสงคราม แล้วยึดเอาหลายประเทศทางตะวันออกที่ไม่ยินยอมทำตามสนธิสัญญาเป็นเมืองขึ้น แต่ประเทศไทยกลับรอดพ้นมาได้เพียงประเทศเดียว 

พระองค์จึงทรงดำริว่าน่าจะมีเหล่าพรหมเทพยา คอยติดตามดูแลปกปักรักษาชาติบ้านเมือง จึงให้จัดสร้างเทวดาทรงเครื่องสูง ๘ นิ้ว ท่ายืน พระหัตถ์ถือพระขรรค์หล่อด้วยทองคำ ประดิษฐานในวิมานพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ต่อมาเรียกว่า "พระสยามเทวาธิราช" ทรงทำการสักการะบูชาทุกวัน ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก สถิตย์อยู่คู่ชาติ คู่บ้าน คู่เมือง และได้มีการจำลองสร้างไว้ในที่ต่างๆ เพื่อบูชาสักการะเป็นสิ่งเตือนใจให้ได้ทำงานทดแทนบุญคุณแผ่นดินมาจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้ ผู้บูชาสักการะ จะเจริญด้วยยศ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ทำมาหากินค้าขายเจริญรุ่งเรือง






เมือโบราณจำลอง