เชียงแสน เวียงเก่า เมืองโบราณ

วัดกู่คำ

วัดพระยืน
วัดพระเจ้าทองน้อย
วัดพระบวช


วัดเจดีย์หลวง
วัดพระธาตุจอมกิตติ

วัดจอมแจ้ง
ในอดีตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งฝั่งไทยและฝั่งลาว นอกเหนือจากเมืองเชียงรายแล้ว ยังมีเมืองโบราณอื่นๆ อีกอย่างน้อย 3 เมือง

เมืองโบราณแห่งแรก ตั้งอยู่บริเวณดอยเชียงเมียงสบรวกหรือสามเหลี่ยมทองคำ ขึ้นไปทางทิศเหนือของเมืองเชียงแสน ราว 10 กิโลเมตรภายในมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ "พระธาตุภูเข้า" จากการสำรวจของนักโบราณคดีพบร่องรอยแนวคูน้ำหลายแห่ง สันนิษฐานว่าเมืองโบราณแห่งนี้น่าจะเป็นชุมชนเมืองที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายทางแม่น้ำโขงตอนเหนือขึ้นไป ชุมชนดังกล่าวคงอยู่ในความควบคุมของเมืองที่ใหญ่กว่า คือ "เมืองเชียงแสน"

เมืองโบราณที่ 2 คือ เวียงเชียงแสนน้อย ตั้งอยู่บริเวณสบกก ห่างจากเมืองเชียงแสนทางทิศใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร ภายในมีโบราณสถานสำคัญ คือ "พระธาตุสองพี่น้อง" ในชินกาลมาลีปกรณ์มีบันทึกเกี่ยวกับเมืองโบราณแห่งที่ 2 ว่าเป็นค่ายพักชั่วคราวของพระเจ้าแสนภู ขณะทำการสำรวจที่ตั้งเมืองเชียงแสน

เมืองโบราณที่ 3 เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีภูเขาล้อมรอบตั้งอยู่ทางฝั่งลาวเยื้องไปทางทิศใต้ของเมืองเชียงแสนน้อยประมาณ 2 กิโลเมตร

ส่วนเมืองเชียงแสนมีกำแพงก่ออิฐรอบ 3 ด้าน (ยกเว้นด้านทิศตะวันออก ซึ่งติดกับแม่น้ำโขง) กำแพงเมืองสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าแสนภู ประมาณ พ.ศ. 1871 มีประตูเมือง 5 ประตู คือ ประตูยางเทิง ทิศเหนือประตูหนองมูด ประตูป่าสัก และประตูทัพม่านทางทิศตะวันออก ประตูดินขอทางทิศใต้ นอกจากนี้ยังมีป้อมมุมเมืองอีก 12 ป้อม ในบริเวณมุมกำแพงด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้

ในพงศาวดารภาคที่ 61 บันทึกว่า ประตูเชียงแสนมี 11 ประตู เพิ่มจากที่ปรากฏในปัจจุบันอีก 6 ประตู คือ ประตูรั้วปีก ประตูท่าอ้อย ประตูท่าสุกัม ประตูท่าหลวง ประตูเสาดิน ประตูท่าคาว สันนิษฐานว่าประตูทั้งหมดอาจเป็นประตูท่าน้ำริมโขงทางทิศตะวันออกของเมืองที่พังทลายเพราะน้ำโขงเซาะก็เป็นได้ กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการอนุรักษ์วัดต่างๆ ในเมืองเชียงรายมาตั้งแต่ พ.ศ. 2478 โดยเริ่มจากการขึ้นทะเบียนกำแพงเมือง คูเมือง และเริ่มขุดค้น บูรณะอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา

เมืองเชียงแสนเป็นเมืองโบราณ มีประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันหลายยุคหลายสมัย เมืองเชียงแสนมีโบราณสถานมากมายทั้งวัดร้างและวัดที่ยังคงมีพระสงฆ์จำพรรษา กรมศิลปากรได้เริ่มดำเนินการอนุรักษ์วัดต่างๆ ในเมืองเชียงแสน และเริ่มขึ้นทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนถึงปัจจุบัน มีวัดภายในกำแพงเมืองทั้งสิ้น 76 วัด ส่วนนอกกำแพงเมืองมี 63 วัด รวมวัดทั้งหมด 139 วัด เช่น วัดอาทิต้นแก้ว วัดสังฆาแก้วดอนทัน วัดเสาเคียน วัดผ้าขาวป้าน วัดร้อยข้อ วัดพระเจ้าล้านทอง วัดมุงเมือง วัดมหาธาตุ วัดเจดีย์หลวง วัดพระบวช วัดพระยืน วัดพระเจ้าทองทิพย์ วัดพระนอน วัดหมื่นเชียง วัดสวัสดี วัดจอมแจ้ง วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดป่าสัก วัดกู่เต้า วัดพระธาตุผาเงา วัดป่างัวเชียง เป็นต้น (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)


อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "เมืองพญามังราย สายใยน้ำกก พระหยกล้ำค่า ไร่แม่ฟ้าหลวงรวมใจ น้ำตกใสขุนกรณ์"

ประวัติความเป็นมา

กษัตริย์ในราชวงศ์ลวจังกราช (บางตำนานเรียกลาวจักรราช) ได้สืบสันติวงศ์ต่อจากปฐมกษัตริย์ผู้สร้างเมืองหิรัญนครเงินยางจนถึงเชื้อพระวงศ์พระนามว่า "ลาวเมง" หรือ "ลาวเมือง" ซึ่งต่อมาได้อภิเษกสมรสกับนางอั้งมิ่ง หรือนางเมพคำยาย (หรือนางเทพคำข่าย) และมีพระโอรสประสูติใน พ.ศ.๑๗๘๑ พระนามว่า "เจ้ามังราย" ซึ่งได้ครองราชย์ต่อจากพระบิดาเมื่อ พ.ศ.๑๘๐๔ และได้มีดำริที่จะรวมเมืองน้อยใหญ่ในแคว้นล้านนา (ภาคเหนือตอนบน) ให้เป็นหนึ่งเดียว จึงได้ยกทัพไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีและปราบปรามหัวเมืองต่างๆ และในช่วงที่ไปหัวเมืองฝ่ายใต้ เมื่อไปถึงดอยจอมทอง ริมน้ำกกเห็นเป็นชัยภูมิดี เหมาะแก่การป้องกันการรุกรานของทัพมองโกลที่กำลังแผ่อำนาจเข้าครองยูนนาน พม่า และตังเกี๋ย จึงทรงสร้างเมืองใหม่เป็นศูนย์กลางของแคว้นหิรัญนครเงินยางแทนเมืองยางและตั้งชื่อเมืองใหม่ว่า "เมืองเชียงราย" ในพ.ศ.๒๓๘๕ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ได้ขอพระราชทานตั้งเมืองใหม่ต่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและเมืองเชียงรายซึ่งถูกทิ้งร้างไปเมื่อครั้งพระยากาวิละทำสงครามกับพม่าก็ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งหนึ่งแต่เป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ต่อมาได้มีประกาศเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ให้รวมเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน เมืองฝาง เมืองพะเยา เวียงป่าเป้า แม่ใจ ดอกคำใต้ แม่สรวย เชียงคำ เชียงของ ตั้งเป็นหัวเมืองจัตวา เรียกว่า "เมืองเชียงราย" อยู่ในมณฑลพายัพ จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๖ ก็ได้ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลและมีประกาศตั้งเมืองเชียงราย เป็นจังหวัดเชียงราย ตั้งแต่นั้นมา (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)



















อำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "ดอยหลวงสูงสง่า ธาราสองสาย หลากหลายประเพณี สี่เผ่าพี่น้อง แดนทองเกษตรกรรม"

ประวัติความเป็นมา

แต่เดิมท้องที่อำเภอดอยหลวง เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอแม่จัน ทางราชการได้แบ่งพื้นที่การปกครองออกมาตั้งเป็น "กิ่งอำเภอดอยหลวง" ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๑๕ กรกฏาคม พ.ศ.๒๕๓๙ และต่อมาได้มีพระราชกฤษฏีกา ยกฐานะขึ้นเป็น "อำเภอดอยหลวง" ในวันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๐ โดยมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๐ (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)









อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "หลวงพ่อเพชรคู่เมือง ลือเลื่องปลาบึก หาดไคร้ แหล่งผ้าทอน้ำไหล ประตูใหม่อินโดจีน"

ประวัติความเป็นมา

อำเภอเชียงของ เคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสน) เดิมชื่อ "เมืองขรราช" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "เชียงของ" ขึ้นการปกครองกับเมืองนันทบุรี (น่าน) โดยผู้ครองนครน่าน ได้แต่งตั้งให้เจ้าอริยะวงศ์เป็นเจ้าเมือง ตั้งแต่ พ.ศ.๑๘๐๕ และมีผู้ครองเมืองเชียงของสืบต่อกันมา จนถึง เจ้าเมืองคนสุดท้าย คือ พระยาจิตวงษ์วรยศรังษี ในพ.ศ.๒๔๕๓ (ร.ศ.๑๒๙) และอำเภอเชียงของได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอหนึ่ง ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย โดยแต่งตั้งพระยาจิตวงษ์วรยศรังษี เป็นนายอำเภอคนแรกของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ใน พ.ศ.๒๔๕๗ (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)









อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "ถิ่นอมตะ พระเชียงแสน แดนสามเหลี่ยม เยี่ยมน้ำโขง จรรโลงศิลปะ"

ประวัติความเป็นมา

ในปี พ.ศ.๒๔๑๓ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอินทรวิชยานนท์ (พระเจ้านครเชียงใหม่) ได้ทรงส่งใบบอกข้อราชการไปยังกรุงเทพมหานครว่า มีชาวพม่า ไทยลื้อ และไทเขิน จากเมืองเชียงตุงประมาณ ๓๐๐ ครอบครัว ได้อพยพลงมาอยู่เมืองเชียงแสน และตั้งตนเป็นอิสระไม่ยอมอยู่ใต้การปกครองของสยามและล้านนา จึงแต่งคนไปว่ากล่าวให้ถอยออกจากเมือง ถ้าอยากจะอยู่ให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเมืองเชียงรายและนครเชียงใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผล ไม่มีใครยอมออกไป

ในปี พ.ศ.๒๔๑๗ พระเจ้านครเชียงใหม่จึงทรงเกฑณ์กำลัง ๔,๕๐๐ คนจากเมืองต่างๆ ยกทัพจากนครเชียงใหม่มาเมืองเชียงรายและเมืองเชียงแสนไล่ชนเหล่านั้นออกจากเมืองเชียงแสน จึงทำให้เชียงแสนกลายเป็นเมืองร้าง จนถึงปี พ.ศ.๒๔๒๓ ได้ทรงให้เจ้าอินต๊ะ ราชโอรสในพระเจ้าบุญมาเมือง พระเจ้าผู้ครองนครลำพูนมาเป็นเจ้าเมือง (ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์) องค์แรก และให้พระเจ้าผู้ครองนครลำพูนทรงเกณฑ์ราษฏรจากหลายๆ เมืองประมาณ ๑,๕๐๐ ครอบครัว ขึ้นมาตั้งรกราก "ปักซั้งตั้งถิ่น" อยู่ที่เมืองเชียงแสนจวบจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๒ ทางราชการได้ย้ายศูนย์การปกครองเมืองไปอยู่ที่ตำบลกาสา เรียกชื่อว่า "อำเภอเชียงแสน" ส่วนบริเวณเมืองเชียงแสนเดิมถูกยุบลงเป็น "กิ่งอำเภอเชียงแสนหลวง" ขึ้นกับอำเภอเชียงแสน และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กิ่งอำเภอเชียงแสน" ในปี พ.ศ.๒๔๘๒ จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอเชียงแสน" ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นต้นมา (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)







อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "เหนือสุดในสยาม ลือนามพระธาตุเจ้าดอยตุง ผดุงวัฒนธรรมล้านนา เปิดมรรคาสู่อินโดจีน แผ่นดินพระเจ้าพรหมมหาราช"

ประวัติความเป็นมา

แม่น้ำสาย เดิมชื่อ "แม่น้ำใส" และเมืองแม่สาย เดิมชื่อ "เวียงสี่ตวง" ขึ้นกับแคว้นโยนกนคร ปรากฏหลักฐานตามประวัติศาสตร์ (ตำนานสิงหนวัติ) เมื่อ พ.ศ.๑๔๖๒ พระเจ้าพังคราช เจ้าผู้ครองแคว้นโยนกถูกขอมดำรุกราน จึงอพยพราษฏรมาอยู่ริมแม่น้ำสาย ต้องส่งส่วยให้ขอมดำเป็นทองคำปีละ ๔ ตวง หมากพินลูกเล็ก (มะตูม) จึงได้ชื่อ "เวียงสี่ตวง" ต่อมาพระเจ้าพรหมมหาราช พระราชโอรสของพระเจ้าพังคราชได้เปลี่ยนชื่อเมือง "เวียงสี่ตวง" เป็น "เวียงพางคำ" อันหมายถึง พานคำที่ใช้ตีเชิญช้างคู่บารมีของพระองค์ขึ้นจากน้ำของแม่น้ำโขง จนสามารถกอบกู้แคว้นโยกนนครจากขอมดำได้สำเร็จ ต่อมาเวียงพางคำได้เพี้ยนเป็นเวียงพางคำ คือ พื้นที่ตำบลเวียงพางคำในปัจจุบันนี้ (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)








อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย

คำขวัญประจำอำเภอ "ป่าแดดข้าวหอม ธาตุจอมสูงสง่า หุ่นฟางสัตว์ป่า ถ้ำผาแหล่งธรรม งามล้ำผ้าไหม"

ประวัติความเป็นมา

อำเภอป่าแดด เดิมเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอพาน ชื่อว่า "ตำบลป่าแดด" เป็นท้องที่ทุรกันดารและตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอพาน การเดินทางไปมาเพื่อติดต่อราชการกับที่ว่าการอำเภอพานแต่ละครั้งต้องเดินเท้า เนื่องจากไม่มียานพาหนะใดๆ และด้วยระยะทางไกลทำให้ต้องมีการพักค้างแรมระหว่างการเดินทาง ส่วนสัมภาระต่างๆ ก็ต้องใช้คนแบกหาม และด้วยราษฏรส่วนใหญ่ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทาง นายสง่า ไชยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในสมัยนั้นได้รายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ขอตั้งเป็นกิ่งอำเภอ กระทรวงมหาดไทยจึงมีประกาศเมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒ ให้ยกฐานะตำบลป่าแดดขึ้นเป็น "กิ่งอำเภอป่าแดด" และให้ขึ้นอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๒ และในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ของปีเดียวกัน ได้มีการประกอบพิธีเปิดที่ว่าการกิ่งอำเภอป่าแดด

ต่อมากิ่งอำเภอป่าแดด เป็นชุมชนที่หนาแน่นขึ้น และมีสภาพเจริญขึ้นกว่าเดิมมาก ม.ร.ว.ศึกฤกธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๙๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๕๖ วรรค ๒ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๕ ตราพระราชกฤษฏีกาตั้งกิ่งอำเภอป่าแดด อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย เป็น "อำเภอป่าแดด " ขึ้นกับจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๘ (ขอบคุณข้อมูลจากหอประวัติเมืองเชียงราย ๗๕๐ ปี)