Wat Phra That Mae Chedi Museum

A place collecting antique and amulets to sustain Buddhism in form of object, including being a source for searching about art and cultures. The Buddha images at Wat Phra That Mae Chedi Museum are from 3 main sources as follows;

1.  Phra Kru Wat Noi
Ba virtue of Phra Kru Phaiboon, he is the first one discovering the gold Buddha images, Singh I and Singh lll,brest chain, Buddhas relics and other images. Some of these amulets were found as being contained in an earthen jar put under the base of temple.

According to vision of Phra Kru Phaiboon, Kru Ba Saengma told him that the amulets burried in Kru Wat Noi were made in India and brought into Suwannabhum area by Princess Munee Saengtham via Burma to Thailand, which Phra Kru Phaiboon found an inscription in Lanna Ianguage taken as evidence for education. Mostly, these amulets ware decotated with colorful glass.

Another group of amulets were made at Ching Rung, Sip Song Panna while it still was part of Kingdom of Nan Chao.

2.  The Buddha images brought from Bangkok
They are Phra Wang Na, Phra Somdet Kru Wat Indharawihan, and ohters.

About during 1917-1937, a Chinese merchant, named "Phot" having domicile around Wat Indharawihan, Bangkok, floated for trading purpose between Bangkok-Lamphun, and intimated to Mhon (great-grandfather of Phra Kru Phaiboon). Mhon gave him a rice farm. He brought these amulets along on every trips he made during that period. Unfortunately, he and his son died without any heir, they returned the rice farm and bestowed things kept in the barn to Mhon. When Mhon became old age, he allotted his assets to Navice Ai Sangpinta (grandfather of Phra Kru Phaiboon) Later, he gave those things to Phra Kru Phaiboon.

In 2009, when the construction of the hall of gold Buddha images was completed, Phra Kru Phaiboon considered that it is the matter of religion, so he brought out some of Buddha images to be displayed to people coming to worship the 2 gold Buddha images.

The small Buddha images of Phra Wang Na displayed in Wat Phra That Mae Chedi Museum were made in year 1858, 1868, 1882 and 1908. The Phra Wang Na of 1858 was made by Krom Phra Ratchawang Boworn Wichaichan who is the son of Phrabat Somdet Phra Pinklao Chaoyuhua, the coexistingly king in the reign of Phrabat Somdet Phra Chomklao Chaoyuhua (King Rama IV), made sacred by Somdet Phra Buddhacharn To Phromrangsi, The Phra Wang Na of 1868 was also made by Krom Phra Ratchawang Boworn Wichaichan in cooperation with Chao Phraya Phanuwong Kosathipbodi to reinforce the prestige of King Rama V at the time he succeeded to the throne.

One type of them having special form in the one decortated with diamond, precious stones and jewels made to distribute to scions of royal house, nobelmen and high ranking couriters only.

Many types of rare amultes were also found here. Phra Ruang Rangpuen, Phra Luang Pu Tuat which was molded in Ayudhaya period, made from sacred powder mixed with gum from black-varnish tree, Phra Lila Nang Talung of Luang Pu Bun, Phra Pitta, Luang Phor Kaeo Wat Khrueawan, Luang Phor Ngern in various forms.

3. Amulets and antiques contributed by people having faith and Phra Kru Phaiboon private collections
Kru Ba Sriwichai of year 1932 was made at Doi Suthep, It is the one Chao Kaeo Naowarat who is a lineage of Kru Be Sriwichai faithfully gave to after she knew that Phra Kru Phaiboon intended to build the world biggest bronze statue of Kru Ba Sriwichai.

For more information, please contact Phra Kru Phaiboon Phatthanaphirak (Thawan Parak-kamo) Wat Phra That Mae Chedi Tambon Mae Chedi Mai, Amphoe Wiang Pa Pao, chiang Rai 57260.  ++6685-706-3570





















ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนสร้างขยายพิพิธภัณฑ์พระและของโบราณ

พิพิธภัณฑ์พระและของโบราณ เป็นแหล่งรวบรวมเก็บรักษาพระเครื่อง แหล่งศึกษาศิลปะและวัฒนธรรม วัตถุโบราณมากมายที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระและของโบราณ บางส่วนพระครูไพบูล พัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกกโม) เจ้าอาวาสท่านเก็บสะสมเอง พระและวัตถุโบราณบางส่วนผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาคสมทบ และท่านพระครูไพบูลขุดพบที่กรุวัดน้อย ซึ่งมีจำนวนมากมาย ทำให้สถานที่จัดแสดงพิพิธภัณฑ์พระและของโบราณคับแคบ ท่านพระครูไพบูล จึงได้สร้างขยายพิพิธภัณฑ์และของโบราณเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา มาเป็นเวลานานแต่ห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์พระที่สร้างขยายขึ้นมาใหม่ ท่านเจ้าอาวาสพระครูไพบูล พัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกกโม) ท่านพระครูไพบูลคุยให้ฟังว่ายังขาดงบประมาณอีกเยอะในการทำกระจก ประตูบานเลื่อน สมทบทุนตั้งแต่ 500-1,000 บาท ขอรับพระเครื่องเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2557 เงินทองมากมาย ค้าขายร่ำรวย สมทบทุน 30,000 บาท สลักชื่อ 1 ใบ จึงถือโอกาสบอกบุญไว้ที่ blog นี้นะค่ะ...

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่พระครูไพบูล พัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกกโม) วัดพระธาตุแม่เจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย 57260 (085-706-3570) นะค่ะ...

พระครูไพบูล พัฒนาภิรักษ์ (ถวัลย์ ปรกกโม) เจ้าอาวาส







ประตูโบราณ ศิลปะเขมร





วัดศรีสุทธาวาส ศิลปะพม่า เวียงป่าเป้า เชียงราย

วัดศรีสุทธาวาส เดิมชาวบ้านเรียกว่า "วัดหลวงราชคฤห์ วัดใหม่ วัดราษฏร์ วัดนอก วัดกิตติวาส วัดเจดีย์สุวรรณ" จนต่อมาพระครูยติวัตตวิมล เจ้าคณะอำเภอซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดนี้ในสมัยนั้นได้ตั้งชื่อใหม่ว่า "วัดศรีสุทธาวาส" จึงเรียกชื่อนี้มาแต่บัดนั้น

วัดศรีสุทธาวาสตั้งอยู่เลขที่ 132 หมู่ 1 ตำบลเวียง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเตี้ย มีป่าไม้เบญจพรรณล้อมรอบมีพื้นที่เป็นวัดและธรณีสงฆ์ รวม 43 ไร่ 3 งาน 73 ตารางวา ความเป็นมาของการสร้างวัดมีประวัติการสร้างอยู่ 3 สมัย จากหลักฐานแผ่นศิลาจารึก ชร.1 จารึกวิหารจันทรอาราม

สมัยแรก เริ่มก่อสร้างวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2011 โดยเจ้าหมื่นท้าวลูกหมื่นพลางเงินญาง เจ้าเมืองวังเหนือได้สร้างวิหารขึ้นชื่อว่า "จันทรอาราม" มีพระพุทธรูปสัมฤทธิ์จารึกอักษรโบราณ และมีแนววิหารโบราณเป็นหลักฐานให้เห็นถึงปัจจุบัน

สมัยกลาง ประมาณ พ.ศ.2256-2286 หลังจากร้างไปหลายปีได้มีการก่อสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงกับสมัยของพญามังราย มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดกลุ่มควันลอยออกมาจากจอมปลวกแห่งหนึ่งในเวลากลางคืน พญามังราย โปรดฯ ให้แสนณรงค์หมื่นธน ท้าวเทเวนทร์ แสนนรินทร์ ไปดูปรากฏว่าเป็นจริงจึงขุดดูพบขวดแก้ว ได้นำไปถวายพระพญามังราย ทรงเปิดออกพบพระบรมสารีริกธาตุจำนวน 8 องค์ พร้อมแก้ว-วิฑูรย์ จึงโปรดฯให้พระนางทมรา (ลูกสะไภ้) แสนนรงค์ หมื่นธน ลงมาสร้างอาราม พระพุทธรูปองค์ใหญ่ แล้วนิมนต์ครูบาอิสระจากวัดทุ่งยั้ง มาเป็นเจ้าอาวาส

ในพ.ศ.2286 ได้สร้างต่อเติมบูรณะไปเรื่อยๆ จนเสร็จสมบูรณ์ในพ.ศ.2297 แล้วก็ร้างไปจนกระทั่ง พ.ศ.2426 พระครูอุตตมะ พร้อมพระครูยติวัตตวิมล พระยาเทพณรงค์ เจ้าเมืองเวียงป่าเป้า พระขันธเสมาหน่องส่วยโหง่งและลูกศิษย์ ร่วมกันบูรณะสร้างวัด พระพุทธรูปในวิหาร วิหาร เจดีย์ อุโบสถ หอไตร ธรรมาสน์ และหอสรงบางส่วน

พ.ศ.2464 พระครูยติวัตตวิมล ได้บูรณะปฏิสังขรณ์พระธาตุเจดีย์ซึ่งเหลือแต่ฐานเป็นเจดีย์แบบพม่าขึ้นมาใหม่ สร้างพระประธานในวิหาร และวิหารหลังใหม่ครอบวิหารหลังเดิมครอบพระพุทธรูปประประธานไว้ด้วย

ปัจจุบัน พ.ศ.2527-ปัจจุบัน พระครูคัมภีร์ธรรมโมภาส เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลเวียง ได้บูรณะกำแพงวัดขึ้นมาใหม่เป็นศิลาแลง ปรับปรุง และสร้างศาสนวัตถุหลายอย่าง

ปีพ.ศ.2533-2538 ได้สร้างพระวิหารขึ้นใหม่ให้ใหญ่ขึ้นเป็นแบบโบสถ์วิหารทางภาคกลางครอบวิหารหลังเดิมซึ่งชำรุดและครอบพระพุทธรูปพระประธานไว้ เช่นเดิม

พ.ศ.2539-2541 ได้บรูณะหอฉันท์ สร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน พ.ศ.2539 กรมการศาสนาได้ประกาศให้เป็น อุทยานการศึกษาในวัด พ.ศ.2541 กรมการศานาได้ประกาศให้เป็นวัดจัดลานใจลานกีฬา พ.ศ.2542-2545 เนื่องจากอุโบสถหลังเดิมเก่าและชำรุดทรุดโทรมมาก เจ้าอาวาสพร้อมคณะศรัทธาได้ร่วมกันสร้างขึ้นใหม่จนสำเร็จใน พ.ศ.2545 ถ้านับอายุเริ่มการก่อสร้างวัดมาจนถึงปัจจุบัน (2011-2552) วัดนี้มีอายุ 541 ปี



















พิพิธภัณฑ์พระและของโบราณ วัดพระธาตุแม่เจดีย์ เวียงป่าเป้า เชียงราย

แหล่งรวบรวมเก็บรักษาพระเครื่อง วัตถุโบราณเพื่อจรรโลงและสืบทอดพระพุทธศาสนา แหล่งศึกษาศิลปะ และวัฒนธรรม พระเครื่องที่จัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุแม่เจดีย์ มีที่มาจาก 3 แหล่งด้วยกัน

1.  กรุวัดน้อย 
ด้วยบุญบารมีอันบริสุทธิ์ เมื่อปลายปี 2550 พระครูไพบูลได้ขุดพบพระทองคำ 2 องค์ สิงห์หนึ่งและสิงห์สาม สร้อยสังวาลย์ พระธาตุ และพระเครื่องอีกจำนวนมาก พระเครื่องต่างๆ ถูกบรรจุในภาชนะดินเผาซุกไว้ใต้ฐานพระอุโบสถของวัดน้อย และบริเวณใกล้เคียง ในนิมิตของพระครูไพบูลนั้น "ครูบาแสงมา" เล่าให้ท่านฟังว่า พระเครื่องเหล่านี้สร้างที่อินเดีย แล้วนำมาในสุวรรณภูมิโดยเจ้าหญิงมุณี แสงธรรม ผ่านพม่าเข้ามาทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน พระครูไพบูลยังได้ขุดพบแผ่นจารึกเป็นภาษาล้านนา เมื่อถอดความแล้วได้ข้อความที่ตรงกันจึงใช้อ้างอิงเป็นหลักฐาน พระเครื่องในกลุ่มนี้มักประดับด้วยแก้วหลากสีสวยงามพระเครื่องอีกกลุ่มหนึ่งสร้างที่เมืองเชียงรุ้ง สิบสองปันนา ในขณะที่ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรน่านเจ้า

2.  พระที่นำมาจากกรุงเทพ 
พระในกลุ่มนี้ได้แก่ พระวังหน้า พระสมเด็จกรุวัดอินทร์ และพระเครื่องอื่นๆ ในราวปี 2460-2480 พ่อค้าชาวจีนท่านหนึ่งนามว่า "พด" มีภูมิลำเนาอยู่ในละแวกวัดอินทรวิหาร กรุงเทพฯ ท่านมีอาชีพล่องเรือสินค้าขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ-ลำพูน ได้รู้จักและสนิทสนมกับหม่อน (ทวด) ของพระครูไพบูล หม่อนจึงยกที่นาให้แปลงหนึ่ง ซึ่งพ่อค้าพดได้สร้างยุ้งฉางขนาดใหญ่แล้วนำพระเหล่านี้มาเก็บไว้ทุกเที่ยวที่ขึ้นมา แต่ต่อมาท่านและลูกชายได้เสียชีวิตลงโดยไม่มีทายาท จึงคืนที่นาพร้อมสิ่งของในยุ้งฉางให้หม่อน ต่อมาหม่อนแบ่งสมบัติให้เณรอ้าย แสงปินตา (ตา) และตกทอดมาถึงพระครูไพบูล

เมื่อสร้างหอพระทองคำเสร็จในปี 2552 พระครูไพบูลเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ถึงเวลาอันควรแล้วที่จะนำพระเหล่านี้ออกมาแสดงให้ผู้ที่มาสักการะพระทองคำได้ชม

พระวังหน้าที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุแม่เจดีย์ถูกสร้างขึ้นหลายรุ่น มีทั้งปี 2401 2411 2425 และ 2451 พระรุ่นปี 2401 นั้นสร้างโดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ พระโอรสของพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 คู่กับพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปลุกเสกโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี สร้างเพื่อถวายพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนพระรุ่นปี 2411 สร้างโดยกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเช่นกัน ครั้งนี้ท่านสร้างร่วมกับเจ้าพระยาภานุวงศ์ มหาโกษาธิบดี มีวัตถุประสงค์เพื่อถวายพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เป็นการเสริมพระบารมีในการเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2411

มีพระกลุ่มหนึ่งที่มีการประดับด้วยเพชร พลอย และอัญมณีมีค่าอื่่นๆ พระกลุ่มนี้เมื่อถวายรัชกาลที่ 5 แล้ว แจกจ่ายให้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชบริพารใกล้ชิดเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีพระหายากอื่นๆ อีกมาก เช่น พระร่วงหลังรางปืน พระหลวงปู่ทวดพิมพ์หน้าอาปาเช่ (ซึ่งเป็นพิมพ์สมัยอยุธยา สร้างด้วยผงศักดิ์สิทธิ์ผสมกับยางไม้ชนิดหนึ่งมีสีดำ) พระลีลาหนังตลุง พระปิดตาหลวงพ่อแก้ววัดเครือวัลย์ พระหลวงพ่อเงินบางคลาน หลายเนื้อ หลายรูปแบบ

3.  พระและวัตถุโบราณที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาบริจาคสมทบ และที่พระครูไพบูลเก็บสะสมเอง

ครูบาศรีวิชัยรุ่นปี 2475 (รุ่นสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ) เป็นพระที่เจ้าแก้วเนาวรัตน์ผู้เป็นเชื้อสายของครูบาเจ้าศรีวิชัยได้นำมาถวายหลังจากที่ทราบว่าพระครูไพบูลต้องการสร้างรูปหล่อครูบาศรีวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในโลก